อำเภอเมืองสระบุรีร่วมกับ อบต.หนองโน จัดงานสืบสาน"ประเพณีแห่ขนุนถวายหลวงพ่อม่วงแล้ง"
อำเภอเมืองสระบุรีร่วมกับ อบต.หนองโน จัดงานสืบสาน"ประเพณีแห่ขนุนถวายหลวงพ่อม่วงแล้ง"
วันที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่วัดหนองโนเหนือ ตำบลหนองโน อำเภอเมืองจังหวัดสระบุรี พระครูสังฆรักษ์ประกาย อนาลโย เจ้าอาวาสวัดหนองโนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชินนาอาชว์ รสิอัครศักดิ์ นายอำเภอเมือง สระบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส เปิดงานสืบสานประเพณีแห่ขนุนถวายหลวงพ่อม่วงแล้ง ประจำปี 2569
โดยมี พล.ร.ต. มนตรี โสภา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน ให้การต้อนรับพร้อมหัวหน้าส่วนราชการ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.
เมืองสระบุรี พี่น้องประชาชนชาวตำบลหนองโนและพื้นที่ใกล้เคียงร่วมงานฯ
ซึ่งมีการจัดขบวนแห่เกวียนโบราณประดับด้วยขนุนจาก 10 หมู่บ้าน พร้อมด้วยขบวนนางรำขบวนกลองยาว มุ่งหน้าสู่พุทธสถาน จากนั้นมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และพิธีถวายขนุนแด่หลวงพ่อม่วงแล้ง
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งสององค์ นามว่า หลวงพ่อม่วงแล้ง เป็นนามชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นพระพุทธรูปหินทรายสีแดง รูปแบบศิลปะอู่ทอง สมัยอยุธยา ประทับนั้นแสดงปางมารวิชัย องค์ที่ 1 พระเพลากว้าง 27 นิ้ว สูง 40 นิ้ว องค์ที่ 2 พระเพลากว้าง 28 นิ้ว ความสูง 41 นิ้ว ประดิษฐาน ในวิหาร (อุโบสถหลังเก่า) ของวัดหนองโนเหนือ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า แต่เดิมพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสององค์ได้ประดิษฐานอยู่ในวัดร้าง ชื่อวัดโคกม่วงแล้ง อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี สมัยนั้นได้เกิดโรคระบาดผู้คนล้มตาย พระสงฆ์และชาวบ้านได้อพยพไปอาศัยที่อื่น ทำให้วัดโคกม่วงแร้ง กลายสภาพเป็นวัดร้างจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ยังพบซากอิฐและต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปรากฎอยู่ ราวประมาณ 2373 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองพระองค์ได้นิมิตให้ชาวบ้านหนองโนเหนือ ว่าอยากมาอยู่วัดหนองโนเหนือ อยากกินบักมี่ (เป็นภาษาลาว แปลความหมายว่า ขนุน ) ให้ชาวบ้านหนองโนเหนือไปทำพิธีอัญเชิญมาเพื่อประดิษฐานไว้ที่วัดแต่ในขณะนั้นปรากฎว่ามีหลายหมู่บ้านที่ทราบข่าวต่างพากันไปพร้อมด้วยคานหาม เพื่อที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งสององค์ไปประดิษฐานยังวัดของตน แต่ก็ไม่สามารถที่จะอัญเชิญเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งสององค์ได้
ครั้นพอชาวบ้านหนองโนเหนือ เดินทางไปถึงและทำพิธีอัญเชิญก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ จังอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้งสององค์มาประดิษฐานไว้ในวิหาร (พระอุโบสถหลังเก่า) เรียกชื่อหลวงพ่อทั้งสององค์ว่า "หลวงพ่อม่วงแล้ง"ตั้งแต่ปี พ.ศ.2373 เป็นตันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในวิหารยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ที่เป็นวิถีชีวิตของชาวไทยวนสกุลช่างหลวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานแห่งชาติ ประกาศ ณ วันที่ 13 มกราคม 2561
หลวงพ่อม่วงแล้ง เป็นที่เคารพสักการบูชา และกราบขอพรของชาวบ้านและบุคคลทั่วไป เมื่อบุคคลใดมีเรื่องทุกข์ร้อน หรือประสบปัญหาต่าง ๆ ก็พากันมากราบขอพรต่อหลวงพ่อม่วงแร้ง ครั้งเมื่อได้รับความสำเร็จตามประสงค์ ก็จะนำขนุนสุกเป็นเครื่องสักการะบูชา มาถวายเป็นการแก้บนตราบมาจนถึงทุกวันนี้.
ภาพข่าวโดยลุงแว่น 0890902781
เสนอข่าวโดยเพจศูนย์ข่าวแว่นนิวส์ไทม์

















































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น